fbpx

ผ่าทางตันแก้เกม กฎหมาย GDPR ทำธุรกิจป่วน

ผ่าทางตันแก้เกม กฎหมาย GDPR ทำธุรกิจป่วน



ผ่าทางตันแก้เกม กฎหมาย GDPR ทำธุรกิจป่วน

สัปดาห์นี้ขอพูดเรื่องเชิงเทคนิค “อียู”ออกกฎหมาย “GDPR” คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ซึ่งธุรกิจที่จะโดนหางเลข คือ การทำธุรกรรมดิจิทัลทั้งหมด

 

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วมากจริง ๆ เพียงกระพริบตาทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาที่ก้าวล้ำหน้าไปมาก
อีกทั้งพฤติกรรมของมนุษย์ก็เปลี่ยนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ใครจะเชื่อว่าเรื่องสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงขนาดต้องมีกฎหมายมาคุ้มครอง
บ้านเราอาจจะยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรปหรือ อียู ตื่นตัวเรื่องนี้มาก

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปก็เพิ่งออกกฎหมายที่เรียกว่า “General Data Protection Regulation” หรือ “GDPR”
เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมือง ส่วนบ้านเราเพิ่งเปิดประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่เงื้อง่าราคาแพงมานาน แต่ไม่รู้จะออกมาบังคับใช้เมื่อไหร่ หน้าตาจะเป็นอย่างไร

ที่แน่ๆ ตอนนี้ภาคธุรกิจต่างๆ ของไทยต่างเริ่มออกอาการร้อนๆ หนาวๆ กับผลกระทบของร่างกฎหมายฉบับนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ต่อไปนี้การจะนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนธุรกิจที่จะโดนหางเลข คือ ธุรกิจที่ทำธุรกรรมดิจิทัลทั้งหมด

โดยเฉพาะ “อีคอมเมิร์ซ” ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเติบโตขึ้นทุกวัน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่ว่าธุรกิจใดที่เก็บข้อมูลลูกค้าที่มาจากสหภาพยุโรป
และไม่ได้เก็บรักษาอย่างดี ทำให้เกิดการรั่วไหลออกไป ไม่ว่าจะเป็นความผิดของใคร มีความเสี่ยงที่จะโดนปรับถึง 4% ของรายได้
และธุรกิจที่มีรายได้รายเป็นพันเป็นหมื่นล้านเจออย่างนี้เข้าก็กระอักเลือดเหมือนกัน

ต่อไปนี้บรรดาธุรกิจจะทำธุรกรรมอะไรก็ต้องระมัดระวังเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการจัดเก็บเอกสารจะต้องเป็นระบบสามารถป้องกันข้อมูลรั่วไหล
อย่างได้ผลจริง ๆ ตอนนี้องค์กรขนาดใหญ่ก็เริ่มไหวตัวที่จะหาเทคโนโลยีตัวนี้กันจ้าละหวั่น เพราะยังไงเสียกันไว้ดีกว่าแก้แน่ๆ

วันก่อนได้คุยกับ “คุณฐกร รัตนกมลพร” ซีอีโอ บมจ. ดิทโต (ประเทศไทย) เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการเอกสาร
และข้อมูลอันดับหนึ่งของไทย ที่เพิ่งกลับจากเยอรมัน เพื่อไปเซ็นสัญญากับกับพันธมิตรธุรกิจนำโนว์ฮาว (Know-how) ในการแก้ปัญหานี้
มาใช้กับประเทศไทย จึงถือโอกาสเป็นนักเรียนน้อยขอความรู้เสียเลย

คุณฐกร เล่าว่า กฎหมายนี้มีผลต่อทุกบริษัทไม่ว่าคุณจะตั้งสำนักงานอยู่ที่ใด แต่หากคุณมีการติดต่อประกอบธุรกิจกับประเทศสมาชิก
สหภาพยุโรป ขายสินค้าหรือบริการให้กับพลเมืองสมาชิกสหภาพยุโรป หรือวิเคราะห์ข้อมูลชาวพลเมืองสหภาพยุโรป คุณก็จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายฉบับนี้

ดังนั้นบริษัทต้องเตรียมการด้วยการสร้างกระบวนการวิเคราะห์และระบบการปกป้องข้อมูล
ซึ่งจะทำให้เกิดผู้รับผิดชอบและหน้าที่ใหม่ ๆ ขึ้น จึงเป็นโอกาสและส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรองรับ GDPR นี้

บริษัทที่ถือว่าก้าวหน้ากว่าใครคือ Amagno ของเยอรมัน ซึ่งทางดิทโต้ เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรธุรกิจเพื่อนำซอฟต์แวร์ ECM ที่ตอบโจทย์ GDPR ได้
ซอฟต์แวร์ตัวนี้สามารถรวบรวมเอาไฟล์ เอกสาร และข้อมูลบริษัทต่าง ๆ เอาไว้เพื่อใช้เป็นคำหลักในการค้นหา เช่น ชื่อ รหัสลูกค้าหรือวันเกิด ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร
สร้างใหม่ หรือเอกสารที่มาจากการสแกน สามารถแก้ไข ลบทิ้ง ทำลาย ทำให้ระบุตัวตนไม่ได้ ตามต้องการ และยังสามารถย้อนกลับไปดูประวัติการแก้ไขได้

นอกจากการรองรับ GDPR แล้ว ระบบ DMS ในยุคดิจิทัลนี้ต้องมีความสามารถในการจัดการได้มากกว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่จะต้องสามารถจัดการ
ไฟล์ดิจิทัลได้ทุกรูปแบบ ไม่ยุ่งยากและไม่ต้องใช้เวลามากมาย ซอฟต์แวร์สามารถค้นหาไฟล์ได้จากเนื้อหาที่อยู่ในเอกสารภายในเพียงไม่กี่วินาที

ตอนนี้มีบริษัทค้าปลีกชื่อดัง ของประเทศไทย ก็ใช้เทคโนโลยีของAmagnoและดิทโต้จัดการเอกสารและข้อมูลในทุกสาขาทั่วประเทศ
อันที่จริงไม่เฉพาะธุรกิจรายใหญ่เท่านั้น แม้กระทั่งธุรกิจระดับเอสเอ็มอี ก็จำเป็นต้องใช้ เพราะปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้ทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซกันมาก

คุณฐกร ยังเล่าต่ออีกว่า นอกจากนี้แล้วทาง Amagnoยังมีนวัตกรรมที่เรียกว่า “อี-อินวอย” ซึ่งจำเป็นสำหรับการเสียภาษี ระบบนี้สามารถส่งข้อมูลบิลเข้ากับระบบ
การทำงานของคุณได้อย่างราบรื่น และทำการจัดเก็บอัตโนมัติเข้าในระบบ DMS ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มต้นด้วยการรับเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-invoice)
หรือหากได้รับมาเป็นเอกสารกระดาษ ก็จะผ่านขั้นตอนการสแกนเข้าระบบ และใช้ OCR text recognition เพื่อใช้ในการจำแนกประเภทเอกสาร โดยหลังจาก
เอกสารได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากผู้มีอำนาจแล้วเอกสารจะถูกส่งเข้าระบบของผู้ใช้ตาม Workflow ที่ตั้งไว้

ข้อดีของการวางบิลทางอีเมล คือ ความสามารถในการลดค่าใช้จ่าย และขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก
ทำให้ลดเวลาที่สูญเสียไปซึ่งเมื่อคิดเป็นตัวเงินแล้วมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว

สัปดาห์นี้อาจจะเล่าเรื่องในเชิงเทคนิคไปหน่อย แต่ก็เป็นความจำเป็นที่เราจะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนไปของโลกและเทคโนโลยี
มิฉะนั้นเราจะตกเทรนด์ หรือกลายเป็นคนหลงทางไปเลยก็ได้

ที่มา: คอลัมน์เศรษฐศาสตร์ข้างทาง โดย “ทวี มีเงิน” www.dailynews.co.th/article/675719