
คำว่า Net Zero ได้เริ่มเกิดขึ้นมาจากการให้ความสำคัญกับสถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21 อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 2 – 3 องศาเซลเซียสที่ดูเหมือนไม่ได้มีนัยสำคัญ แต่ผลที่ตามมากลับร้ายแรงกว่าที่คาดคิดไว้ เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเพียงแค่ 2 องศานั้นส่งผลให้ 37% ของประชากรโลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี และยังมีผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศของโลกอีกด้วย
อีกทั้งยังมีคาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ถึงแม้จะดูเล็กน้อย แต่ก็สามารถทำให้เรารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้จากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน น้ำท่วม พายุรุนแรง น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลว่า ทำไมองค์กรทั่วโลกถึงหันมาให้ความสนใจกัน ในบทความนี้ Ditto จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Net Zero คืออะไร ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญ
Net Zero คืออะไร
Net Zero คือเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งเน้นการรักษาสมดุลไม่ให้มีก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากกิจกรรมของมนุษย์เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศอีกต่อไป เป้าหมายนี้เริ่มต้นจากการปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทางให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เสียก่อน
อย่างไรก็ตาม หากยังมีปริมาณก๊าซบางส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และหลงเหลืออยู่ จะต้องนำวิธีการชดเชยหรือการดูดซับก๊าซกลับคืนมาใช้ควบคู่กันไป เพื่อหักล้างกับก๊าซที่ปล่อยออกมา โดยอาจพึ่งพากลไกทางธรรมชาติ อย่างการทำระบบนิเวศ Blue Carbon ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการอาศัยเทคโนโลยี Carbon Footprint for Organization (CFO) ซึ่งช่วยให้ธุรกิจมองเห็นแหล่งกำเนิดการปล่อยคาร์บอนในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การขนส่ง หรือกระบวนการผลิต จากนั้นจึงสามารถวางแผนลดการปล่อยได้อย่างเป็นระบบ

จุดมุ่งหมายของ Net Zero ที่ธุรกิจและโลกต้องมุ่งไปให้ถึง
Net Zero มีที่มาจากข้อตกลงปารีสปี 2015 ที่รัฐบาลทั่วโลกต่างก็ออกมายอมรับว่าจะต้องมีการควบคุมให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยจะต้องมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน หรือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อย่างมีนัยสำคัญภายในระยะเวลาที่กำหนด
ลองจินตนาการภาพเหมือนกับอ่างอาบน้ำที่เปิดก๊อกเพื่อเติมน้ำ เมื่อดึงจุกออกให้น้ำไหลออกมา ปริมาณน้ำในอ่างจึงขึ้นอยู่กับทั้งการควบคุมการไหลของน้ำจากก๊อกและน้ำที่ไหลออกจากอ่าง การที่จะรักษาสมดุลของน้ำในอ่างไว้ คือการทำให้แน่ใจว่าปริมาณน้ำเข้าและออกจะต้องสมดุลกัน
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดให้เป็นศูนย์ในช่วงเวลาที่กำหนดในข้อตกลง เพราะการจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามข้อตกลงปารีสนั้น นอกจากจำเป็นที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในวงกว้างแล้ว ยังคงต้องคำนึงถึงความถาวรและยั่งยืนอีกด้วย
ข้อดีของแนวคิด Net Zero
หากพูดถึงแนวคิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องขององค์กรใหญ่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วแนวคิดนี้มีข้อดีที่ส่งผลดีต่อพวกเราทุกคนด้วย ลองมาดูข้อดีแบบเข้าใจง่าย ๆ กัน
ฟื้นฟูและปกป้องสิ่งแวดล้อม
เมื่อพวกเราช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โลกก็จะไม่ร้อนจัดจนเกินไป ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ป่าไม้ และสัตว์ต่าง ๆ เอาไว้ได้ แล้วพอเราลดการใช้เชื้อเพลิงอย่างพวกน้ำมันหรือถ่านหิน มลพิษทางอากาศและน้ำก็จะลดลง ทำให้โลกกลับมาสะอาดและน่าอยู่ขึ้น
กระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดอาชีพใหม่ ๆ
การหันมาใส่ใจเรื่อง Net Zero ทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยีสีเขียว เช่น การใช้แผงโซลาร์เซลล์ พลังงานลม หรือเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างสายงานได้อีกมาก นอกจากนี้ในระยะยาว ยังช่วยให้เราประหยัดค่าพลังงาน
ยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม
เมื่อมลพิษและฝุ่นควันน้อยลง อากาศที่เราหายใจก็สะอาดขึ้น ปัญหาเรื่องโรคภูมิแพ้หรือโรคทางเดินหายใจก็จะลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ธุรกิจพลังงานสะอาดยังช่วยสร้างงานดี ๆ ให้กับคนในชุมชน ช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
เป้าหมาย Net Zero มีความสำคัญอย่างไร
เป้าหมาย Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสการรักษ์โลกทั่วไป แต่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตและอนาคตของเราในทุกคนดังนี้
- ลดความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ การที่เราช่วยกันเบรกอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งสูงขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือพายุรุนแรงที่นับวันยิ่งน่ากลัวขึ้น
- รักษาสมดุลให้ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต การลดก๊าซเรือนกระจกเปรียบเสมือนการต่อลมหายใจให้ระบบนิเวศ ทำให้ป่าไม้ แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพยังคงอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตของเราเลย
- ดันเศรษฐกิจให้โตแบบยั่งยืน การเดินหน้าสู่เป้าหมายนี้เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างสายงานใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมสีเขียวได้อีกมากมาย
- สร้างความมั่นคงทางพลังงาน เมื่อเราเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เราก็ไม่ต้องคอยพึ่งพาหรือลุ้นกับราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้เรามีความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
Net Zero VS Carbon Neutrality แตกต่างกันอย่างไร
หลายครั้งจะเห็นว่า Net Zero และ Carbon Neutrality มักจะถูกใช้แทนกัน แม้ว่าทั้งสองคำนี้จะสื่อความหมายถึงการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนกัน แต่ Net Zero มีมิติที่ใหญ่กว่า เพราะ Net Zero ไม่ได้หมายความถึงแค่การกำจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่มีการปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลก เช่น มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) และไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนอื่น ๆ
ส่วนคำว่า “เป็นกลางทางคาร์บอน” หรือ Carbon Neutrality ซึ่งมีความหมายถึงการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยกับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอน พูดง่าย ๆ คือการกำจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดออกไปโดยการลดหรือชดเชย ซึ่งป่าไม้ ดิน และมหาสมุทรนี่เองที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนชั้นดีของโลก
จะเห็นได้ว่า Carbon Neutrality เป็นการสร้างความสมดุลให้กับปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด ขณะที่ Net Zero คือไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ต้องดักจับหรือชดเชยคาร์บอน ยกตัวอย่างเช่น อาคารสำนักงานที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ซึ่งปราศจากการใช้งานเชื้อเพลิงฟอสซิล
นอกจากการผลักดัน Carbon Neutrality จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้บรรลุ Net Zero แล้ว ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า Carbon Neutrality ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากทำให้ธุรกิจสามารถประหยัดต้นทุนการดำเนินงาน ตลอดจนช่วยเรื่องการลดหย่อนภาษี
อย่างไรก็ตาม หากมองความเป็นไปได้ของ Net Zero ที่มีเป้าหมายให้ทั้งโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ต้องยอมรับว่าหนทางแห่งความเป็นไปได้นั้นไม่ง่ายนัก การที่จะให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลของแต่ละประเทศตลอดจนภาคเอกชนและครัวเรือน

ต้องทำยังไง การทำ Net Zero ถึงจะประสบความสำเร็จ
ในการที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นแนวทางที่สำคัญที่สุดอันดับแรกเลยก็ว่าได้ การรักษาเสถียรภาพของอุณหภูมิโลกจะเกิดขึ้นต่อสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero เท่านั้น ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นประเด็นหลักสำคัญคือจะต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลและภาคธุรกิจต่าง ๆ
เป้าหมาย Net Zero ส่งผลให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายและเป้าหมายของรัฐ และแน่นอนว่าการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจ
ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องหาแนวทางเพื่อให้เอกชนสามารถที่จะปฏิบัติตามนโยบายและแผนได้อย่างยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับการปล่อยคาร์บอนสูงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งนี้ เพื่อให้ต้นทุนและผลประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจแบบ Net Zero ได้กระจายไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมที่สุด
อีกสิ่งหนึ่งที่นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจ Net Zero คือการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการบรรลุเป้าหมาย เทคโนโลยีจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและยั่งยืนต่อภาคส่วนที่มีการใช้งานพลังงานอย่างเข้มข้น
ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนไปกับโครงการ Green & Climate Technology จาก Ditto
การเดินทางสู่เป้าหมาย Net Zero อาจดูเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายองค์กร แต่ Ditto เราให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้ริเริ่ม Green & Climate Technology ขึ้นมา เพื่อช่วยให้องค์กรลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่ต้นทางของการทำงาน เช่น การเปลี่ยนมาใช้ระบบจัดการเอกสารดิจิทัลแบบไร้กระดาษ (Paperless) เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุน และลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้กระดาษ
ในขณะเดียวกัน ยังมีการช่วยชดเชยคาร์บอนผ่านโครงการปลูกป่าชายเลนตามแนวทาง Blue Carbon ซึ่งเป็นการใช้ธรรมชาติช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่ระบบนิเวศ พร้อมทั้งสามารถพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ที่มีคุณภาพได้อีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแค่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถเดินหน้าธุรกิจไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลในระยะยาว

Article Summary
ปัญหาภาวะโลกร้อนไม่ใช่เพียงวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งรับมือ การมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่จะช่วยรักษาสมดุลของโลกใบนี้เอาไว้ แม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์จะดูเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แต่หากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งในการสนับสนุนนโยบาย การนำเทคโนโลยีสีเขียวเข้ามาประยุกต์ใช้ และการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป้าหมายนี้ก็สามารถสำเร็จได้ การเริ่มต้นก้าวสู่ Net Zero ตั้งแต่วันนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจของคุณในอนาคตอีกด้วย
เริ่มต้นสู่การพัฒนาโลกสีเขียววันนี้ ด้วยการปรับองค์กรด้วยระบบจัดการเอกสาร (DMS) ลดต้นทุน และ Carbon Footprint อย่างเห็นผล เปลี่ยนทุกกระบวนการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับธุรกิจของคุณให้แข่งขันได้ในระยะยาว เพราะการลงมือทำตั้งแต่วันนี้! คือก้าวสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืน สนใจขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ติดต่อเราได้ที่ 02 – 517 – 5555 หรือ Line @dittothailand
คำถามที่พบบ่อย
Net Zero สำคัญกับคนทั่วไปยังไง?
แม้จะดูเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก แต่จริง ๆ แล้วส่งผลกับชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น อากาศสะอาดขึ้น สุขภาพดีขึ้น ลดความรุนแรงของภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม พายุ และยังรวมไปถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายพลังงานในระยะยาวอีกด้วย
ถ้าองค์กรอยากเริ่มทำ Net Zero ต้องเริ่มจากอะไร?
หากองค์กรอยากเริ่มทำ Net Zero ควรเริ่มจากการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint) เพื่อให้เห็นภาพรวม จากนั้นหาแหล่งปล่อยหลัก เช่น พลังงานหรือการขนส่ง แล้ววางแผนลดการปล่อย เช่น ใช้พลังงานสะอาดหรือปรับปรุงกระบวนการทำงาน และสุดท้ายชดเชยในส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปลูกป่าหรือซื้อคาร์บอนเครดิต
การจะทำให้เป้าหมาย Net Zero ประสบความสำเร็จ ต้องทำอย่างไรบ้าง?
หัวใจสำคัญ คือความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐต้องออกนโยบายสนับสนุน และกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ส่วนภาคธุรกิจต้องปรับโครงสร้าง เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และที่ขาดไม่ได้คือการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืน
สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด ระบบระบบจัดการเอกสาร อบต. และ อบจ. เพิ่มเติม
📞 02-517-5555
Line ID: @dittothailand