เจาะลึก Carbon Footprint for Organization (CFO) คืออะไร?

  • พฤษภาคม 14, 2026

News Description

Carbon Footprint for Organization

ปัจจุบัน วิกฤตโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลก ที่ผลักดันให้หลายองค์กรต่างตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดก่อนที่ธุรกิจจะก้าวไปถึงเป้าหมายนั้นได้ คือการทำความรู้จักและประเมิน Carbon Footprint for Organization (CFO) หรือการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง หรือกระบวนการผลิต เพื่อให้เรารู้สถานะปัจจุบันของตัวเอง และสามารถวางแผนลดการปล่อยก๊าซได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด 

 

ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการประเมิน CFO? 

การประเมิน Carbon Footprint for Organization (CFO) ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนที่สำคัญของธุรกิจยุคใหม่ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะได้รับประโยชน์หลายด้าน ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนจากการใช้พลังงานที่คุ้มค่าขึ้น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการทางภาษีและกฎระเบียบทางการค้าในอนาคต 

นอกจากนี้ หากองค์กรสามารถบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีเยี่ยม ก็ยังมีโอกาสนำผลประเมินที่ได้มาตรฐานไปต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจได้อีกด้วย 

 

โครงสร้างการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร 

การประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร จะถูกแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ขอบเขตหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทุกกิจกรรม ดังนี้

คาร์บอนฟุตพริ้นท์

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง เกิดจากกิจกรรมที่องค์กรควบคุมได้โดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักร การใช้รถยนต์ของบริษัท หรือการรั่วไหลของสารทำความเย็น 
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน เกิดจากการซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน หรือไอน้ำที่ซื้อมาจากภายนอก 
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ เกิดจากกิจกรรมนอกเหนือจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน เช่น การเดินทางของพนักงาน การจัดการขยะ กระบวนการขนส่ง หรือกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน  

 

5 ขั้นตอนเริ่มต้นประเมิน CFO ให้ได้มาตรฐาน (TGO / ISO 14064-1) 

สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นประเมิน Carbon Footprint for Organization (CFO) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ISO และสอดคล้องกับแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO สามารถทำตาม 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ 

 

1. กำหนดขอบเขตองค์กร 

ขั้นตอนแรกคือการระบุขอบเขตให้ชัดเจนว่า เราจะประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในส่วนไหนบ้าง โดยอาจกำหนดจากขอบเขตอำนาจการควบคุม (Control Approach) หรือสัดส่วนการถือครองหุ้น (Equity Share Approach) รวมถึงการระบุขอบเขตทางกายภาพ เช่น อาคารสำนักงานใหญ่ สาขาย่อย หรือโรงงานผลิต 

 

2. ระบุแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก 

เมื่อได้ขอบเขตองค์กรแล้ว ต้องมาแจกแจงว่าภายในพื้นที่นั้นมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยจัดแบ่งหมวดหมู่ให้อยู่ใน 3 ขอบเขตอย่างถูกต้องและครบถ้วน 

 

3. รวบรวมข้อมูลกิจกรรม 

ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะต้องเก็บรวบรวมหลักฐานและข้อมูลการใช้งานจริง เช่น บิลค่าไฟ บิลค่าน้ำมัน หรือปริมาณขยะ ซึ่งหากองค์กรมีการทำ Digital Transformation เปลี่ยนระบบเอกสารกระดาษให้เป็นข้อมูลดิจิทัลที่ค้นหาง่ายและตรวจสอบได้ จะช่วยให้การรวบรวมข้อมูลเพื่อทำ CFO รวดเร็ว ลดข้อผิดพลาด และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น 

 

4. คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซ 

นำข้อมูลกิจกรรมที่รวบรวมได้ในขั้นตอนที่ 3 มาคูณกับค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ของแต่ละกิจกรรม เพื่อแปลงค่าออกมาเป็นปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (tCO2e) ซึ่งช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแค่ไหน และสามารถนำไปวางแผนลดการปล่อยได้ต่อไป

 

5. จัดทำรายงานและทวนสอบ 

นำผลการคำนวณทั้งหมดมาจัดทำเป็นรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จากนั้นต้องส่งให้หน่วยงานอิสระที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก TGO เข้ามาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หากผ่านเกณฑ์ องค์กรก็จะได้รับการรับรองและสามารถนำตราสัญลักษณ์ไปใช้ประชาสัมพันธ์ได้ 

 

Ditto กับโซลูชันขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน (Green Tech)

Ditto เราเข้าใจดีว่าการมุ่งสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ เราจึงพร้อมสนับสนุนธุรกิจของคุณด้วย Green Technology ผ่านระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (DMS) และระบบจัดเก็บข้อมูลบน Cloud ที่ช่วยลดการใช้กระดาษ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และลดการใช้พลังงานในสำนักงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแค่นั้น เรายังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยเป็นแกนนำในการปลูกป่าชายเลนเพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอนทางทะเลหรือ Blue carbon ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญในการช่วยกู้คืนความสมดุลให้กับโลกใบนี้อีกด้วย  

ปลูกป่าชายเลน 

สรุปบทความ 

การประเมิน Carbon Footprint for Organization (CFO) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงหน้าที่ขององค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องเตรียมพร้อม เพื่อปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การรู้เท่าทันปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรตนเอง นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกได้อย่างยั่งยืน 

ในขณะเดียวกัน หลาย ๆ องค์กรหรือแม้แต่องค์กรขนาดเล็กก็สามารถเริ่มต้นลดคาร์บอนได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยน Workflow Process โดยเฉพาะการลดการใช้กระดาษ (Paperless) ซึ่งเป็นแหล่งใช้ทรัพยากรที่หลายองค์กรอาจมองข้าม ทั้งในแง่ของการลดการตัดต้นไม้ ลดขยะเอกสาร และลดกระบวนการทำลายเอกสารที่อาจก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว Ditto เรามีระบบจัดการเอกสาร (DMS) ที่ช่วยเปลี่ยนการทำงานแบบเดิมสู่ Digital Transformation ตั้งแต่การจัดเก็บ ค้นหา และส่งต่อเอกสาร เมื่อระบบเอกสารถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรก็สามารถลดการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) ได้อย่างครบวงจร

 

คำถามที่พบบ่อย 

องค์กรขนาดเล็ก (SME) จำเป็นต้องทำประเมิน CFO หรือไม่?

ในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีกฎหมายบังคับ SME โดยตรง แต่ในอนาคตอันใกล้ มาตรการจากคู่ค้าที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่จะมีความเข้มงวดมากขึ้น หาก SME อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทที่ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอน ท้ายที่สุดแล้ว SME ก็จะต้องถูกร้องขอให้จัดทำรายงาน CFO เพื่อรักษาโอกาสในการทำธุรกิจร่วมกัน 

 

การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใช้ฐานข้อมูล (Emission Factor) จากที่ไหน?  

ในประเทศไทย อ้างอิงฐานข้อมูลค่าแฟกเตอร์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ที่จัดทำโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เป็นหลัก เนื่องจากเป็นค่าที่ปรับให้เหมาะสมกับบริบทการใช้พลังงานของประเทศไทย แต่หากกิจกรรมบางอย่างไม่มีข้อมูลใน TGO ก็สามารถอ้างอิงจากฐานข้อมูลสากลที่น่าเชื่อถืออย่าง IPCC ได้เช่นกัน