
เมื่อรูปแบบการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศ พนักงานสามารถนั่งทำงานจากที่ไหนก็ได้ ข้อมูลองค์กรก็ถูกเข้าถึงจากหลายสถานที่ ทั้งผ่านระบบคลาวด์ คอมพิวเตอร์พนักงานและอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ ระบบที่สามารถตรวจสอบได้แค่ว่า ใครกำลังใช้งานอยู่ จึงไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้อีกต่อไปว่า การใช้งานนั้นปลอดภัย องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับ Cyber Security และเปลี่ยนมาใช้แนวคิดด้านความปลอดภัยรูปแบบใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม ดังนั้น ในบทความนี้ Ditto เลยขอพาคุณไปทำความรู้จักเรื่อง Zero Trust ว่าคืออะไร และทำไมถึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กรยุคดิจิทัลขาดไม่ได้
Zero Trust คืออะไร
Zero Trust คือแนวคิดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ยึดหลัก “ไม่เชื่อใจโดยอัตโนมัติ และตรวจสอบก่อนเสมอ” (Never Trust, Always Verify) หมายความว่า ผู้ใช้ หรืออุปกรณ์จะไม่ได้รับความไว้วางใจเพียงเพราะอยู่ภายในเครือข่ายขององค์กร โดยทุกคำขอเข้าถึงข้อมูลจะต้องผ่านการตรวจสอบตัวตน สิทธิ์การใช้งาน และความปลอดภัยของอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน หรืออุปกรณ์ที่ใช้งานเป็นประจำ โดยอนุญาตให้เข้าถึงเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น
หลักการทำงานของ Zero Trust มีอะไรบ้าง
เพื่อให้แนวคิดนี้สามารถนำไปปฏิบัติและปกป้องระบบขององค์กรได้จริง Zero Trust จะต้องประกอบไปด้วย 3 หลักการทำงานที่สำคัญ ดังนี้

1. Never Trust, Always Verify
ทุกครั้งที่มีการขอเข้าถึงข้อมูล ระบบจะไม่ให้สิทธิ์ผ่านโดยอัตโนมัติ แต่จะบังคับให้ต้องยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวด เช่น การใช้รหัสผ่านร่วมกับการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication – MFA) รวมถึงต้องตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ ตำแหน่งที่ตั้ง และพฤติกรรมการใช้งานในขณะนั้นด้วย
2. Least Privilege Access
การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นต่อการทำงานของพนักงานแต่ละคนเท่านั้น เช่น พนักงานฝ่ายการตลาดก็จะมีสิทธิ์เข้าถึงแค่โฟลเดอร์งานการตลาด จะไม่สามารถเปิดดูไฟล์ของฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายบุคคลได้ หลักการนี้ช่วยลดความเสียหายได้มหาศาล หากเกิดกรณีที่บัญชีของพนักงานถูกแฮกเกอร์ขโมยไปใช้งาน ผู้ไม่หวังดีก็จะได้สิทธิ์แค่ส่วนเล็ก ๆ ไม่สามารถลุกลามไปยังข้อมูลสำคัญส่วนอื่นขององค์กรได้
3. Micro-Segmentation
การแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อย ๆ และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงแต่ละส่วนให้ชัดเจน หากระบบส่วนใดส่วนหนึ่งถูกเจาะ การแบ่งเครือข่ายแบบนี้จะช่วยจำกัดไม่ให้ผู้โจมตี หรือมัลแวร์เข้าถึงระบบส่วนอื่นได้ง่าย จึงช่วยลดการแพร่กระจายของภัยคุกคาม และจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นภายในองค์กรได้
ทำไมองค์กรยุคใหม่ถึงต้องให้ความสำคัญกับ Zero Trust
เมื่อพนักงานทำงานได้จากหลายสถานที่ และองค์กรใช้ระบบคลาวด์มากขึ้น การดูแลความปลอดภัยจึงต้องครอบคลุมมากกว่าเครือข่ายในออฟฟิศ Zero Trust ช่วยให้องค์กรควบคุมได้ว่าใครมีสิทธิ์เข้าถึงระบบและข้อมูลใดบ้าง พร้อมลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต
ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามและการโจรกรรมข้อมูล
Zero Trust เน้นตรวจสอบผู้ใช้ และอุปกรณ์ก่อนให้เข้าถึงระบบ พร้อมจำกัดสิทธิ์เท่าที่จำเป็นต่อการทำงาน หากบัญชีของพนักงานถูกขโมย หรือระบบบางส่วนถูกโจมตี ผู้โจมตีก็จะเข้าถึงข้อมูล และระบบอื่นได้ยากขึ้น จึงช่วยลดโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหล และจำกัดความเสียหายจากภัยคุกคามทั้งภายใน และภายนอกองค์กร
รองรับการทำงานได้อย่างปลอดภัย
ไม่ว่าพนักงานจะทำงานที่ออฟฟิศ ที่บ้าน หรือระหว่างเดินทาง Zero Trust ใช้หลักการตรวจสอบการเข้าถึงเช่นเดียวกัน โดยพิจารณาตัวตนของผู้ใช้ สิทธิ์การใช้งาน และความปลอดภัยของอุปกรณ์ ช่วยให้องค์กรรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work และการใช้ระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA
เนื่องจากหลักการจำกัดสิทธิ์ (Least Privilege) ช่วยควบคุมให้เฉพาะผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้นถึงจะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า หรือพนักงานได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล ซึ่งเป็นการเพิ่มมาตรฐานด้าน Data Security ให้สอดคล้องกับพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ช่วยปกป้องความน่าเชื่อถือของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ยกระดับความปลอดภัยให้ข้อมูลองค์กรของคุณกับ Ditto
แนวคิด Zero Trust ช่วยให้องค์กรดูแลการเข้าถึงข้อมูลได้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยมีการจัดเก็บข้อมูล และเอกสารอย่างเป็นระบบเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้กำหนดสิทธิ์และตรวจสอบการใช้งานได้ง่ายขึ้น
Ditto พร้อมช่วยคุณจัดการเอกสารด้วยระบบจัดการเอกสาร (DMS) และให้คำแนะนำตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างระบบ การวางแผนขั้นตอนการแปลงและจัดเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง ไปจนถึงการตรวจสอบประวัติการใช้งาน ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อให้ข้อมูลสำคัญได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และพนักงานใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น สนใจปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้ปลอดภัย ติดต่อเราได้ที่ Line @dittothailand หรือโทร. 02-517-5555
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Zero Trust จะทำให้พนักงานทำงานยุ่งยากขึ้นหรือไม่?
ในช่วงแรกพนักงานอาจต้องปรับตัวเล็กน้อย เช่น การต้องกดยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันในมือถือ (MFA) แต่องค์กรสามารถใช้ Single Sign-On (SSO) ร่วมกับการตรวจสอบตามระดับความเสี่ยง เพื่อลดการลงชื่อเข้าใช้ซ้ำโดยยังคงควบคุมความปลอดภัยได้ สิ่งสำคัญ คือทดลองกับผู้ใช้กลุ่มเล็กก่อน พร้อมปรับนโยบายและอธิบายขั้นตอนให้พนักงานเข้าใจ
Zero Trust แตกต่างจากระบบ VPN แบบเดิมอย่างไร?
VPN เป็นเทคโนโลยีสร้างช่องทางเชื่อมต่อที่เข้ารหัสระหว่างผู้ใช้กับเครือข่าย ส่วน Zero Trust เป็นแนวทางกำหนดว่า ผู้ใช้ หรืออุปกรณ์ควรเข้าถึงทรัพยากรใด ภายใต้เงื่อนไขอะไร ดังนั้น การเชื่อมต่อ VPN ได้จึงไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการอนุญาตให้เข้าถึงทุกระบบ ทั้งสองอย่างสามารถใช้งานร่วมกันได้ หากกำหนดการตรวจสอบและสิทธิ์อย่างเหมาะสม
หากองค์กรต้องการเริ่มต้นทำ Zero Trust ควรเริ่มจากจุดไหน?
เริ่มจากสำรวจว่า มีข้อมูลสำคัญอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และใช้อุปกรณ์ หรือระบบใดในการทำงาน จากนั้นเลือกดูแลระบบที่มีความเสี่ยงสูงก่อน เช่น ระบบข้อมูลลูกค้า หรือบัญชีผู้ดูแลระบบ โดยเพิ่มการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย ทบทวนสิทธิ์ที่เกินจำเป็น และจัดเก็บบันทึกการใช้งาน เมื่อเห็นผลและปรับขั้นตอนให้เหมาะกับผู้ใช้แล้ว จึงค่อยขยายไปยังระบบอื่น การเริ่มเป็นลำดับช่วยให้องค์กรพัฒนา Zero Trust ได้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับการทำงานจริง