การบริหารจัดการความเสี่ยง
และการจัดการภาวะวิกฤต

     บริษัทให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) โดยได้นำหลักการบริหารความเสี่ยงตามกรอบแนวทางของ COSO (Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) มาปรับใช้ทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานทุกระดับตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการควบคุมและบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

     บริษัทได้กำหนดโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (อ้างอิงประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2568 เมื่อ 15 พฤษภาคม 2568) เพื่อทำหน้าที่กำหนดกรอบ แนวทาง และนโยบายการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางขององค์กร พร้อมทั้งกำกับดูแล ติดตาม และประเมินภาพรวมของความเสี่ยงในทุกระดับ และได้จัดตั้งคณะทำงานบริหารความเสี่ยงเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด โดยมุ่งเน้นการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายงานผลต่อคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายขององค์กรอย่างยั่งยืน โดยโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงของบริษัทประกอบด้วยบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ

     และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการบริหารความเสี่ยงและระบบการควบคุมภายในของบริษัทมีความเพียงพอ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล บริษัทได้จัดให้มีการสอบทานโดยผู้ตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก โดยมีคุณมณฑิรา ประภาจันทร์ ผู้จัดการแผนกตรวจสอบภายใน ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ทั้งนี้ กระบวนการสอบทานและกำกับดูแลดังกล่าวดำเนินการภายใต้แนวคิดของ Three Lines Model เพื่อให้เกิดความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ เสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบการควบคุม และการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ

วัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยง

  1. เพื่อให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการเข้าใจหลักการ และกระบวนการบริหารความเสี่ยง
  2. เพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติการรับทราบขั้นตอนและกระบวนการในการวางแผนบริหารความเสี่ยง
  3. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในหน่วยงานทุกระดับ
  4. เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และสร้างความเข้าใจตลอดจนเชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงกับระบบการควบคุมภายในของกิจการ
  5. เพื่อลดโอกาสและผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท

กรอบการบริหารความเสี่ยงของบริษัท

     บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงนำกรอบการบริหารความเสี่ยง COSO ERM 2017 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเข้ากับการกำหนดกลยุทธ์และผลการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ สร้างคุณค่า และเพิ่มโอกาสในการบรรลุวัตถุประสงค์อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กรอบดังกล่าวครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

1. การกำกับดูแลและวัฒนธรรม (Governance and Culture)

     ซึ่งรวมถึงบทบาทของคณะกรรมการ โครงสร้างการกำกับดูแล ค่านิยมองค์กร และการสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง โดยบริษัทได้จัดให้มีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ทั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะทำงานบริหารความเสี่ยง เพื่อขับเคลื่อนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบทั่วทั้งองค์กร

2. กลยุทธ์และการกำหนดวัตถุประสงค์ (Strategy and Objective-Setting)

     มุ่งให้การวิเคราะห์บริบทธุรกิจ การกำหนดกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยคำนึงถึงทั้งความเสี่ยงและโอกาส รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ESG ที่อาจมีผลต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

3. การปฏิบัติงาน (Performance)

     ครอบคลุมการระบุ ประเมิน จัดลำดับความสำคัญ และตอบสนองต่อความเสี่ยง รวมทั้งการมองภาพรวมความเสี่ยงระดับองค์กร เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม

4. การทบทวนและการปรับปรุง (Review and Revision)

     มุ่งเน้นการติดตามการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ การทบทวนผลการบริหารความเสี่ยง และการปรับปรุงกระบวนการ เครื่องมือ หรือมาตรการที่ใช้ให้เหมาะสมกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

5. สารสนเทศ การสื่อสาร และการรายงาน (Information, Communication and Reporting)

     ครอบคลุมการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง การสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม และการรายงานความเสี่ยง วัฒนธรรม และผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารและคณะกรรมการ

     ทั้งนี้ บริษัทได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงประจำปี 2568 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการบริษัท โดยมีการกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาดำเนินการ และการติดตามผลอย่างเป็นระบบผ่านทะเบียนความเสี่ยงประจำปี

กระบวนการบริหารความเสี่ยง

     กระบวนการบริหารความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่ใช้ในการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน จัดลำดับ และจัดการความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท โดยกำหนดแนวทางควบคุมและมาตรการตอบสนองที่เหมาะสมเพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ความสำเร็จของกระบวนการดังกล่าวขึ้นอยู่กับการที่บุคลากรของบริษัทมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน

1. การระบุความเสี่ยง (Risk Identification)

     บริษัทดำเนินการระบุความเสี่ยงโดยพิจารณาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายและผลการดำเนินงานขององค์กร โดยปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจ นโยบายภาครัฐ กฎหมายและกฎระเบียบ คู่แข่ง และพฤติกรรมผู้บริโภค และปัจจัยภายใน เช่น กลยุทธ์องค์กร โครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน บุคลากร และเทคโนโลยี ทั้งนี้ การระบุความเสี่ยงครอบคลุมเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญ รวมถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดต่ำแต่มีผลกระทบในระดับสูง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การสัมภาษณ์ การระดมความคิด การประชุมเชิงปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต รวมถึง การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ด้วยกรอบ SWOT และ PESTEL Analysis โดยข้อมูลความเสี่ยงทั้งหมดจะถูกรวบรวมและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบผ่านทะเบียนความเสี่ยง (Risk Register) ซึ่งระบุรายละเอียด อาทิ ประเภทความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยง ผลกระทบ ระดับความเสี่ยง ผู้รับผิดชอบ และมาตรการควบคุม ครอบคลุมความเสี่ยง 4 หมวดหมู่ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk: S) ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk: F) ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk: O) และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือข้อบังคับ (Compliance Risk: C)

2. การประเมินและจัดลำดับความเสี่ยง

     การประเมินความเสี่ยงเป็นกระบวนการพิจารณาถึงโอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงแต่ละรายการ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและใช้เป็นข้อมูลในการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง โดยการประเมินความเสี่ยงของบริษัทครอบคลุมทั้งความเสี่ยงก่อนมีมาตรการควบคุมหรือการจัดการเพิ่มเติม (Inherent Risk) และความเสี่ยงคงเหลือภายหลังจากมีมาตรการควบคุมหรือการบริหารจัดการแล้ว (Residual Risk) ในกรณีที่ระดับความเสี่ยงคงเหลือยังสูงกว่าระดับที่องค์กรยอมรับได้ บริษัทจะพิจารณากำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสอดคล้องกับเกณฑ์การยอมรับความเสี่ยง (Risk Appetite) ขององค์กร โดยจะพิจารณาจากองค์ประกอบ 2 ประการ ได้แก่ โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง (Likelihood) และผลกระทบที่เกิดขึ้น (Impact) ดังแผนภูมิต่อไปนี้

ดูเกณฑ์ประเมินระดับความรุนแรงของผลกระทบและโอกาสเกิดได้ที่นี่

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และขอบเขตช่วงความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance)

     บริษัทกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และขอบเขตช่วงความเบี่ยงเบนที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) โดยอ้างอิงเกณฑ์ระดับความรุนแรงตาม Risk Matrix ทั้งนี้ หากระดับความเสี่ยงหลังมีมาตรการควบคุม (Residual Risk) อยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก หรือมีคะแนนตั้งแต่ 8 ขึ้นไป จะถือเป็นความเสี่ยงที่อยู่นอกขอบเขตที่ยอมรับได้ ซึ่งต้องกำหนดมาตรการบริหารจัดการเพิ่มเติม

คะแนน ระดับความเสี่ยง แทนด้วยสี จำนวนช่อง ความหมายของระดับความเสี่ยง
1 - 3
เสี่ยงน้อย Low
5 ระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ โดยไม่ต้องมีการควบคุมความเสี่ยง ไม่ต้องมีการจัดการกับความเสี่ยงเพิ่มเติม
4 - 6
เสี่ยงปานกลาง Medium
5 ระดับความเสี่ยงที่พอยอมรับได้ แต่ต้องมีมาตรการควบคุม เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเคลื่อนย้ายไปยังระดับที่ยอมรับไม่ได้
8 - 12
เสี่ยงสูง High
7 ระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยต้องมีการจัดการความเสี่ยง เพื่อให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ต่อไป
15 - 25
เสี่ยงสูงมาก Very High
6 ระดับความเสี่ยงที่รุนแรงมาก ไม่สามารถยอมรับได้ จำเป็นต้องเร่งจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ทันที

3. การจัดการความเสี่ยง

     มาตรการจัดการกับความเสี่ยง เป็นการเลือกแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมและสามารถนำไปปฎิบัติได้จริง การพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการจะต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ต้นทุนในการดำเนินการ และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยมุ่งให้เกิดความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงสุด (Cost-Benefit Analysis) ในการกำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยง บริษัทสามารถเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือหรือผสมผสานหลายวิธีร่วมกันให้เหมาะสมกับลักษณะของความเสี่ยงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาแนวทางตอบสนองความเสี่ยงตามหลัก 4T ได้แก่

- การยอมรับความเสี่ยง (Tolerate/Accept)

       สำหรับความเสี่ยงที่อยู่ในระดับที่องค์กรรับได้โดยไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญ

- การลดความเสี่ยง (Treat/Mitigate)

       โดยกำหนดมาตรการควบคุมหรือปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดโอกาสหรือผลกระทบ

- การถ่ายโอนความเสี่ยง (Transfer)

       เช่น การทำประกันภัยหรือจ้างบุคคลภายนอก

- การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Terminate)

       โดยยุติหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง

ตัวชี้วัดด้านความเสี่ยง (KRIs)

     บริษัทได้กำหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators: KRIs) สำหรับแต่ละประเด็นความเสี่ยง เพื่อใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ รวมถึงทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อให้หน่วยงานบริหารความเสี่ยงสามารถคาดการณ์แนวโน้มความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และดำเนินการกำหนดมาตรการป้องกันได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านความเสี่ยงมีหน้าที่รายงานผลการติดตามตัวชี้วัดดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ และในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติหรือแนวโน้มที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง บริษัทจะดำเนินการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Plan) โดยทันที เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้

4. การรายงานผลการดำเนินงานและจัดทำรายงานบริหารความเสี่ยง

     ส่วนงานหลักที่รับผิดชอบบริหารจัดการความเสี่ยงมีหน้าที่รับผิดชอบในการรายงานผลการบริหารความเสี่ยงให้คณะทำงานบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และจัดทำรายงานบริหารความเสี่ยงประจำปีเพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการความเสี่ยง และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

5. การทบทวนแผนบริหารความเสี่ยง

     บริษัทกำหนดให้มีการทบทวนและปรับปรุงแผนบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบการบริหารความเสี่ยงมีความครบถ้วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงจะติดตามผลการดำเนินการภายหลังการปฏิบัติตามแผน และประเมินประสิทธิผลของมาตรการควบคุมที่ได้กำหนดไว้ เพื่อพิจารณาการดำเนินการในแต่ละมาตรการว่าควรคงไว้ ปรับปรุงเพิ่มเติม หรือยกเลิกมาตรการตามความเหมาะสม

ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

     บริษัทฯ วิเคราะห์และประเมินปัจจัยความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้ง ความเสี่ยงหลัก (Key Risks) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นและอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการและการดำเนินงานของบริษัทในปัจจุบัน และ ความเสี่ยงอุบัติใหม่ (Emerging Risks) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เทคโนโลยี หรือปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอนในอนาคต สรุปได้ดังต่อไปนี้

1. ความเสี่ยงหลัก (Key Risk)

     หมายถึง ความเสี่ยงหรือปัจจัยเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ ผลการดำเนินงาน ความต่อเนื่องทางธุรกิจ ฐานะการเงิน ชื่อเสียง การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือความยั่งยืนขององค์กร ซึ่งต้องได้รับการติดตาม ควบคุม และรายงานต่อผู้บริหารหรือคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ ประกอบด้วยปัจจัยเสี่ยงดังนี้

ความเสี่ยงด้านการรักษาการเติบโตของธุรกิจเดิม

การที่ธุรกิจไม่สามารถรักษาการเติบโตของธุรกิจเดิมได้ อาจทำให้รายได้และกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญและความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจเดิมลดลงตามไปด้วย บริษัทมีการจัดทำแบบสำรวจความพึงพอใจปีละ 2 ครั้ง เพื่อนำผลมาปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเป็นประจำทุกปี เพื่อรักษาฐานลูกค้าและสร้างยอดขาย ให้ความสำคัญกับการศึกษาและอัปเดตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเปลี่ยนรุ่นหรือยี่ห้อใหม่ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลูกค้าเพื่อเร่งรัดการส่งมอบและวางแผนการจัดซื้อ รวมถึงทบทวนหรือเปลี่ยนช่องทางการจัดส่งในกรณีเร่งด่วน พร้อมทั้งพิจารณาการจัดหา outsource หรือซัพพลายเออร์เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว

1) ความเสี่ยงด้านการบริหารสภาพคล่องและการจัดหาแหล่งเงินทุน 

สถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่ผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง สภาวะดังกล่าวทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนมีต้นทุนที่สูงขึ้นและมีเงื่อนไขมากกว่าสภาวะปกติ บริษัทจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างการบริหารสภาพคล่องผ่านการกระจายแหล่งเงินทุนและการวางแผนการจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยบริษัทมีการเตรียมเงินทุนหมุนเวียนให้มีการเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและรองรับการขยายตัวในอนาคต สร้างเครือข่ายกับสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มทางเลือกและอำนาจในการต่อรองแหล่งเงินกู้ รวมถึงศึกษาและนำเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ มาใช้ รวมถึงการใช้สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

 

2) ความเสี่ยงด้านเครดิตจากลูกหนี้การค้า 

       การที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดหรือชำระล่าช้า จะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทลดลง ส่งผลให้บริษัทต้องมีการตั้งค่าใช้จ่ายกันสำรองสำหรับหนี้เสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร สถานะทางการเงินของบริษัท และความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันการเงิน เพื่อลดความเสี่ยงในด้านนี้องค์กรได้มีมาตรการตรวจสอบและประเมินข้อมูลเครดิตของลูกหนี้ก่อนการอนุมัติการปล่อยเครดิต การระงับการขายสินค้าและบริการในกรณีลูกค้าไม่ชำระตามกำหนด ทั้งนี้ ยังมีมาตรการติดตาม แจ้งเตือน และทวงถามสำหรับลูกค้าที่มีการชำระเงินล่าช้า โดยมุ่งเน้นการหาสาเหตุและหาข้อสรุปร่วมกันเพื่อให้ลูกค้าชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า และลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย

1) ความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีศักยภาพเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ 

การขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถหรือทักษะเฉพาะทาง ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้เกิดต้นทุนในการสรรหาและฝึกอบรมบุคลากรใหม่ที่สูงขึ้น และอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวหรือการเติบโตของธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน บริษัทจึงมุ่งเน้นการดำเนินงานเรื่อง “องค์กรแห่งโอกาส” (Organization of Opportunities) โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมโอกาสแห่งการเรียนรู้และเติบโตแก่พนักงาน โดยมาตรการควบคุมความเสี่ยงแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การสรรหาและคัดเลือก การพัฒนาพนักงาน และการดูแลรักษาพนักงาน นอกจากนี้ บริษัทมีการจัดทำ Exit Interview และ Employee Engagement Survey เป็นประจำ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์การรักษาบุคลากร รวมถึงปรับปรุงประสบการณ์และสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม

 

2) ความเสี่ยงด้านการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

เนื่องจากการดำเนินธุรกิจขององค์กรส่วนใหญ่เป็นงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐและภาคเอกชน จึงมีโอกาสเผชิญความเสี่ยงด้านการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางการเงิน ชื่อเสียง และความต่อเนื่องของโครงการหรือการดำเนินงานโดยรวม บริษัทได้กำหนดมาตรการด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ผ่านการแต่งตั้งและออกกฎบัตรคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน เพื่อทำหน้าที่กำหนด ทบทวน และติดตามนโยบาย หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง มีกระบวนการคัดเลือกและประเมินคู่ค้า โดยกำหนดให้ซัพพลายเออร์หลักและคู่ค้าใหม่ที่มีมูลค่าการจัดซื้อเกิน 1 ล้านบาทต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risk Assessment) รวมถึงจัดทำแผนตรวจสอบภาคสนาม (Onsite Audit) เพื่อประเมินและติดตามการดำเนินงานของคู่ค้าในประเด็น ESG อย่างต่อเนื่อง

 

3) ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการและการปฏิบัติงาน

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงานอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น แสงสว่างไม่เพียงพอ อุปกรณ์ชำรุด รวมถึงมาตรการป้องกันอุบัติเหตุที่ยังไม่ครอบคลุม และการขาดความรู้หรือการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยของพนักงานล้วนเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุและปัญหาด้านความปลอดภัยของพนักงานในสถานที่ทำงาน บริษัทจึงดำเนินการติดตั้งถังดับเพลิงตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายไทย พร้อมจัดทำแผนผังอาคารและเส้นทางอพยพไว้ในจุดที่เหมาะสม จัดให้พนักงานตรวจสุขภาพประจำปี แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ผู้ที่มีอาการป่วย และพิจารณายกเลิกการใช้ระบบสแกนนิ้วมือชั่วคราวเพื่อลดการสัมผัสร่วมกันดำเนินการตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับแสงสว่าง พร้อมทั้งตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยของบริภัณฑ์ไฟฟ้าเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมาย และป้องกันความเสี่ยงจากอัคคีภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยงจากการปฏิบัติไม่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ กฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ เป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ บริษัทอาจได้รับโทษตามกฎหมาย หรือส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทตามมา บริษัทจัดทำจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ (Code of Conduct) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีให้พนักงานทุกระดับยึดถือระเบียบวิธีปฏิบัติร่วมกันพร้อมทั้งมีการอบรมเป็นประจำทุกปี กำหนดนโยบายการกำกับดูแลการปฏิบัติงานในเรื่องต่าง ๆ อย่างครอบคลุมและสื่อสารให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตาม และมีการติดตามการแก้ไขหรือเพิ่มเติมของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทอย่างใกล้ชิด และจัดทำทะเบียนกฎหมายที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ

2. ความเสี่ยงอุบัติใหม่ (Emerging Risk)

     หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ หรือความเสี่ยงเดิมที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยอาจยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินโอกาสเกิดหรือผลกระทบอย่างชัดเจน แต่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์ การดำเนินงาน ฐานะการเงิน ชื่อเสียง การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต จึงต้องมีการติดตาม วิเคราะห์ และทบทวนอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยปัจจัยเสี่ยงดังนี้

     ความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ส่งผลต่อโอกาสในการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น เช่น พายุ น้ำท่วม ไฟป่า และภัยแล้งในหลายพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น บริษัทได้ดำเนินการจัดทำและทบทวนแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งดำเนินการทดสอบและซ้อมปฏิบัติตามแผน BCP อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อประเมินประสิทธิภาพและปรับปรุงแผนให้มีความเหมาะสม และจัดเตรียมระบบเครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS) เพื่อรองรับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์และระบบสารสนเทศสำคัญในกรณีที่เกิดการขัดข้องของระบบไฟฟ้าหลัก ประกอบกับการทำประกันภัยทรัพย์สินประเภท All Risks เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินและลดผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด

     บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้รับใบอนุญาตให้เข้าไปดูแลรักษาป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิตซึ่งถือเป็นการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology) กลุ่ม Nature-based solutions โดยแบ่งออกเป็นโครงการปลูกป่าชายเลนสำหรับบุคคลภายนอก จำนวน 22,318.64 ไร่ และโครงการปลูกป่าชายเลนสำหรับชุมชน จำนวน 154,932.01 ไร่ รวมทั้งสิ้น 177,250.65 ไร่ เป็นเวลา 30 ปี อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนของสภาพอากาศส่งผลให้อัตราการรอดตายของต้นไม้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดส่งผลให้ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจริง ณ วันที่ประเมินไม่สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ซึ่งส่งผลให้ผลกำไรลดลง 

     บริษัทดำเนินการติดตามและประเมินปัญหา อุปสรรค รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการปลูกป่าอย่างสม่ำเสมอ จัดทำแผนการปลูกและปลูกซ่อมที่เหมาะสมกับช่วงเวลาและลักษณะพื้นที่ รวมถึงการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มอัตราการรอดตายของต้นไม้ ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย มาตรฐาน และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งนำ AI หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบการเจริญเติบโตของต้นไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น โดรน ดาวเทียม และเรดาร์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการคำนวณและรับรองคาร์บอนเครดิต

     การหยุดชะงักของระบบและการให้บริการ ทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการส่งมอบสินค้าและบริการ ตลอดจนการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญและอ่อนไหว ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียและการรับโทษทางกฎหมาย บริษัทกำหนดนโยบายความปลอดภัยสารสนเทศอย่างเป็นทางการ ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส ระบบ Firewall และระบบคัดกรองอีเมลพร้อมทั้งอัปเดตและตรวจสอบการทำงานเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบอย่างเหมาะสม และทบทวนการใช้งานซอฟต์แวร์ให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมกำหนดให้ผู้ใช้อัปเดตความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ จัดทำระบบสำรองข้อมูล และแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากเหตุขัดข้องได้อย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการตรวจสอบช่องโหว่ระบบ (Vulnerability Scanning) ด้วยโปรแกรม Nessus Expert และการเข้ารหัสการใช้งานเครือข่ายไร้สายเพื่อป้องกันการโจมตีแบบเจาะระบบ

ความเสี่ยงจากการปฏิบัติไม่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ กฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ เป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ บริษัทอาจได้รับโทษตามกฎหมาย หรือส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทตามมา บริษัทจัดทำจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ (Code of Conduct) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีให้พนักงานทุกระดับยึดถือระเบียบวิธีปฏิบัติร่วมกันพร้อมทั้งมีการอบรมเป็นประจำทุกปี กำหนดนโยบายการกำกับดูแลการปฏิบัติงานในเรื่องต่าง ๆ อย่างครอบคลุมและสื่อสารให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตาม และมีการติดตามการแก้ไขหรือเพิ่มเติมของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทอย่างใกล้ชิด และจัดทำทะเบียนกฎหมายที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ

     ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี อาจทำให้องค์กรสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวรับการพัฒนา AI/AGI ได้ทัน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ องค์กรอาจประสบปัญหาในการดึงดูดและรักษาพนักงานรุ่นใหม่หรือบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีสูง หากไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงดำเนินการจัดซื้อ ChatGPT for Business มาทดลองใช้ในกระบวนการทำงานบางส่วน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินประโยชน์และข้อจำกัดของ AI โดยเน้นการลดขั้นตอนงานซ้ำซ้อนและทดสอบการทำงานร่วมกับระบบเดิม ก่อนที่จะขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ขององค์กร พัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับพนักงานทุกระดับ โดยเริ่มจากการจัดทำสื่อความรู้รายสัปดาห์ พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในองค์กร จัดอบรมพื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ AI ไปจนถึงการใช้งานในเชิงลึกที่เหมาะสมกับแต่ละสายงาน พร้อมทั้งจัดการประชุมกับฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดทิศทางขององค์กรในการใช้ AI ให้ชัดเจน โดยเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในเป้าหมายกลยุทธ์ และกรอบการดำเนินงาน เพื่อให้การนำ AI ไปใช้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาองค์กรในระยะยาว

คู่มือการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง

PDF คู่มือการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง

แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ

PDF แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ