การบริหารจัดการ
ห่วงโซ่อุปทาน

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

แนวทางบริหารจัดการ

    บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ตามหลักการกำกับดูแลที่ดี มุ่งเน้นการบริหารคู่ค้าอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าของบริษัทดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนของทางบริษัท และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว โดยคำนึงถึงการบริหารจัดการผลกระทบการดำเนินงานด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และความยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมนโยบายการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน สนับสนุนการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทานให้สามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นคงเพื่อสร้างความเติบโตและยั่งยืนไปด้วยกัน

    บริษัทมุ่งมั่นบริหารจัดการคู่ค้าให้มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพตามกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท ดำเนินการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่มีคุณภาพ และตรงต่อเวลาให้แก่ลูกค้า บริหารจัดการดำเนินงานที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) นอกเหนือจากการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป

บริษัทได้ดำเนินการพัฒนาและยกระดับกระบวนการบริหารจัดการคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนดังนี้

    • การจัดกลุ่มคู่ค้า
    • การให้คู่ค้าสำคัญรับทราบและปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ
    • การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า
    • การให้คำแนะนำ สนับสนุน ร่วมพัฒนา และติดตามผลการปรับปรุงของคู่ค้า
    • การตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ (On-site Audit)



จรรยาบรรณคู่ธุรกิจของดิทโต้

     บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิบัติตามบรรษัทภิบาล การเคารพในสิทธิมนุษยชน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของคู่ค้า ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาวของบริษัท บริษัทจึงได้กำหนดและจัดทำจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ มุ่งหวังที่จะให้คู่ค้าของบริษัท ปฏิบัติตามและดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดำเนินธุรกิจร่วมกันด้วยความโปร่งใส มีจริยธรรม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

จรรรยาบรรคู่ธุรกิจ Ditto
(Supplier Code of Conduct)

คู่ค้ารายสำคัญรับทราบจรรยาบรรณ คู่ธุรกิจ Ditto
ร้อยละ 100

การวิเคราะห์คู่ค้ารายสำคัญ

ในปี 2568 นี้ ทางบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้มีการจัดลำดับกลุ่มคู่ค้าที่มีความสำคัญต่อบริษัทโดยมีหลักเกณฑ์พิจารณา เป็น 2 ประเภทดังนี้

Critical Tier 1 Supplier

ㆍเป็นคู่ค้าที่จำหน่ายสินค้าและบริการสำคัญให้กับกระบวนการ

ทางธุรกิจของบริษัทฯ (Critical Component Suppliers)

ㆍเป็นคู่ค้ารายเดียวไม่สามารถทดแทนได้

(Non-Substitutable Supplier)

ㆍเป็นคู่ค้าที่มียอดสัญญาชื่อขายในปี 2568 สูง 80% แรก

(High-Volume Suppliers)

Critical Non-Tier 1 Supplier

หมายถึง คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง

โดยใช้เกณฑ์พิจารณาเดียวกันกับ Critical Tier1 Supplier

ผลการดำเนินงานที่สำคัญปี 2568

ในปี 2568 มีคู่ค้าที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัททั้งหมด จำนวน 361 ราย มูลค่าสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 1,209,714,237.34 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์สามารถจำแนกกลุ่มคู่ค้าได้ดังนี้

 

ㆍคู่ค้ารายสำคัญ (Critical Tier 1 Supplier)

จำนวน 22 ราย ได้รับการประเมินด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คิดเป็นจำนวนร้อยละ 6.09 ของคู่ค้าทั้งหมด โดยมีมูลค่าการสั่งซื้อร้อยละ 80 ของจำนวนเงินสั่งซื้อสั่งจ้างทั้งหมดของปี 2568

 

ㆍคู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Critical Non-Tier 1 Supplier)

จำนวน 3 ราย

การประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนและการดำเนินการของคู่ค้า

     ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้า โดยมุ่งเน้นที่คู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัท (critical tier-1 suppliers) เป็นลำดับแรก และคู่ค้ารายใหม่ที่มีมูลค่าจัดซื้อจัดจ้างหนึ่งล้านบาทขึ้นไป ด้วยวิธีการตอบแบบประเมินตนเองของคู่ค้า (ESG Self-Assessment Questionnaire) ที่ประกอบด้วยคำถามในประเด็นด้านการดำเนินธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งในปี 2568 บริษัทได้ทำการประเมินคู่ค้ารวม 49 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.57 ของจำนวนคู่ค้าทั้งหมดของบริษัท ในจำนวนนี้ประกอบด้วยคู่ค้าสำคัญ 22 รายและคู่ค้าที่มีมูลค่าจัดซื้อจัดจ้างหนึ่งล้านบาทขึ้นไป 27 ราย ซึ่งคู่ค้าทั้ง 49 ราย (ร้อยละ 100) ได้ทำการประเมินความเสี่ยงด้วยแบบประเมินดังกล่าว บริษัทได้จัดระดับความเสี่ยงของคู่ค้าโดยพิจารณาจากคะแนนที่ได้จากการประเมิน และดำเนินการกับคู่ค้าแต่ละรายตามมาตรการในแต่ละระดับความเสี่ยงที่ได้กำหนดไว้ตามแนวปฏิบัติ

 

 

คู่ค้าสำคัญที่ได้รับการประเมินความเสี่ยง
ร้อยละ 100

ผลประเมินความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาล เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของคู่ค้าสำคัญโดยภาพรวม

ESG Self-Assessment ผลการประเมินความเสี่ยงโดยภาพรวมปี 2568

 

     ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risk Assessment) ของคู่ค้าทางธุรกิจ โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมทุกมิติที่เกี่ยวข้อง

 

    จากผลการประเมินพบว่าคู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อยมาก (ระดับA) จำนวน 46 ราย และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อย (ระดับ B)  จำนวน 3 ราย เมื่อแบ่งเป็นความเสี่ยงในแต่ละด้าน สามารถจำแนกสัดส่วนคู่ค้าที่มีความเสี่ยงในด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้

 

  • ผลการประเมินด้านด้านบรรษัทภิบาล :
    คู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อยมาก (ระดับA) จำนวน 47 ราย และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อย (ระดับ B) จำนวน 2 ราย
  • ผลการประเมินด้านด้านเศรษฐกิจ :
    คู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อยมาก (ระดับA) จำนวน 44 ราย, คู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อย (ระดับ B) จำนวน 3 ราย
    และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงปานกลาง (ระดับ C)  จำนวน 2 ราย
  • ผลการประเมินด้านด้านด้านสังคม :
    คู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อยมาก (ระดับA) จำนวน 44 ราย และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อย (ระดับ B) จำนวน 5 ราย
  • ผลการประเมินด้านด้านสิ่งแวดล้อม :
    คู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อยมาก (ระดับA) จำนวน 22 ราย, คู่ค้าที่มีความเสี่ยงน้อย (ระดับ B) จำนวน 26 ราย
    และคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงมาก (ระดับE) จำนวน 1 ราย

สัดส่วนคู่ค้าที่มีความเสี่ยงในด้านบรรษัทภิบาล และเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม

      จากผลการประเมินความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาล เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พบว่าคู่ค้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินงานและการบริหารจัดการที่ดี โดยสามารถควบคุมและติดตามความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้พบว่าคู่ค้าจำนวน 1 ราย ที่มีความเสี่ยงสูงมากในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อประมวลผลจากข้อมูลแล้ว คู่ค้าขาดข้อกำหนดด้านการปฏิบัติและการจัดการสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการมีส่วนร่วมกับชุมชนในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทได้มีการสื่อสารแนะนำแนวทางการดำเนินงานมีความสอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมทางบริษัทคู่ค้าสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้ และกำหนดมาตรการควบคุมได้ โดยจะมีการติดตาม และประเมินผลอีกครั้งในปีถัดไป

 

      บริษัทให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการติดตามประเมินผล และพัฒนาคู่ค้า เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันในระยะยาว

 

การสนับสนุนเข้าร่วมเครือข่ายในการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชั่น

      บริษัทได้แสดงเจตนารมณ์เข้าร่วมเป็น “แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนไทย” (Thailand’s Private Sector Collective Action Coalition Against Corruption : CAC) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล (Good Corporate Governance) โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารงานด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในหลักคุณธรรม ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งยืนยันเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันทุกรูปแบบ อีกทั้งได้ดำเนินการส่งหนังสือประกาศเจตนารมณ์ในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และเชิญชวนคู่ค้าทางธุรกิจให้เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายของโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีการเผยแพร่จรรยาบรรณธุรกิจ รวมถึงนโยบายในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้แก่คู่ค้า ผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับทราบและถือปฏิบัติอย่างทั่วถึง

 

      ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการพัฒนาและจัดทำแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของโครงการ CAC รวมถึงจัดให้มีการอบรมให้ความรู้ในรูปแบบ E-learning แก่ผู้บริหารและพนักงานของบริษัท เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับที่มา วัตถุประสงค์ และแนวทางการดำเนินงานของการต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย ทั้งนี้บริษัทได้ดำเนินการยื่นขอการรับรองจากหน่วยงาน CAC ในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเป็นการยืนยันว่าบริษัทมีการกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวปฏิบัติในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม และมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล รวมถึงมาตรฐานการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันที่ได้รับการยอมรับในระดับภาคเอกชนของประเทศไทย

 

cac1 logo
คู่ค้ารายสำคัญที่มีการตอบรับแสดงเจตนารมณ์
ต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชั่น
 
ร้อยละ 100

คู่ค้ารายสําคัญและคู่ค้ารายใหม่รับทราบนโยบาย
ต่อต้านทุจริ ตและคอร์รัปชั่น
 
ร้อยละ 100

การคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ (New Approved Vendor)

 

   ตามนโยบายของบริษัทและแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการคู่ค้ารายใหม่ที่ยั่งยืน เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และการลดความเสี่ยงในระยะยาว คู่ค้ารายใหม่ทุกบริษัทต้องผ่านกระบวนการประเมินคู่ค้าและรับทราบจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้า โดยการขึ้นทะเบียนคู่ค้ารายใหม่ นอกจากจะทำการกรอกแบบฟอร์มมาตรฐานขึ้นทะเบียนคู่ค้าของบริษัทแล้ว ทางบริษัทได้ทำการส่งแบบประเมินตนเองด้าน ESG (Self-Assessment Questionnaire) ให้กับคู่ค้ารายใหม่ที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างหนึ่งล้านบาทขึ้นไป เพื่อทำการประเมินความเสี่ยงทุกราย รวมถึงรับทราบจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าจะดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และมีจริยธรรม

     บริษัทกำหนดให้คู่ค้าใหม่ที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างหนึ่งล้านบาทขึ้นไปต้องได้รับการประเมิน ESG (Self-Assessment Questionnaire) ในปี 2568 มีจำนวนคู่ค้าใหม่รวม 36 ราย ซึ่งทั้งหมด (ร้อยละ100) ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้วยแบบประเมินตนเอง ในจำนวนนี้เป็นคู่ค้ารายสำคัญจำนวน 9 ราย

คู่ค้ารายสำคัญรายใหม่ รับทราบจรรยาบรรณคู่ธุรกิจและประเมิน
แบบประเมินความเสี่ยง
 
ร้อยละ 100

การบริหารจัดการคู่ค้าผ่านการตรวจประเมินสถานประกอบการ (Onsite ESG Audit)

     บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล บริษัทจะทำการสุ่มตรวจ โดยเลือกจากคู่ค้ารายสำคัญ และ/หรือ คู่ค้าที่มีผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง โดยมีคะแนนมากกว่า 85 คะแนน (กลุ่มA) อย่างน้อย 1 คู่ค้า

เกณฑ์การตรวจประเมินคู่ค้า ณ สถานที่ปฏิบัติงาน

 

 

     ในปี 2568 ทางบริษัทได้ทำการสุ่มเลือก บริษัทคู่ค้าที่มีคะแนนประเมินตนเองมากกว่า 85 คะแนน (กลุ่มA) ในคู่ค้ารายสำคัญที่มีการสั่งซื้อต่อเนื่องจากปี 2567 เพื่อยืนยันความสามารถในการดำเนินงาน และเพื่อพิสูจน์ว่าทางบริษัทคู่ค้าได้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืน จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 2 ของคู่ค้าที่ได้รับการประเมินความเสี่ยง บริษัทคู่ค้าที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำการตรวจประเมินสถานประกอบการคือ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด

 

     จากการตรวจประเมินคู่ค้า ณ สถานประกอบการในครั้งนี้ พบว่าบริษัทคู่ค้าให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล รายละเอียด และการเข้าถึงกระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์กรเป็นอย่างดี ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมีความครบถ้วน โปร่งใส และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณาและสร้างความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าในระยะยาว โดยรวมแล้ว บริษัทคู่ค้ามีความพร้อมในหลายด้านที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพสินค้า การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การดูแลแรงงาน ตลอดจนหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ โดยมีระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรที่เป็นระบบ มีมาตรฐาน และมีการควบคุมกำกับอย่างเข้มงวด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางและมาตรฐานที่บริษัทกำหนดไว้

 

      ในส่วนของกระบวนการผลิต บริษัทคู่ค้ามีการดำเนินงานอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพของวัสดุ การควบคุมกระบวนการผลิตในสายการผลิต การตรวจสอบคุณภาพระหว่างกระบวนการ ตลอดจนการทดสอบประสิทธิภาพของสินค้าก่อนการส่งมอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงตามกำหนดเวลาและเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้อีกทั้งบริษัทคู่ค้ายังมีการจัดตั้ง Training Center สำหรับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ฝึกอบรมทั้งสำหรับพนักงานภายในองค์กร รวมถึงบุคลากรจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานการปฏิบัติงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่องค์กรให้กับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง

 

 

      นอกจากนี้ บริษัทคู่ค้ายังมีการส่งเสริมและลงทุนในด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดและความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) และตอบสนองต่อรูปแบบวิถีชีวิตยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

     โดยสรุปในการตรวจประเมินสถานประกอบการ (Onsite ESG Audit)ในปี 2568 เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทกับคู่ค้า ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ส่งเสริมให้คู่ค้าปฏิบัติตามจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ในระยะถัดไปบริษัทจะดำเนินการขยายตรวจประเมินไปยังกลุ่มคู่ค้าอื่นที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

ความมีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้า

   

    ในปี 2568 บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) ในการร่วมพัฒนาระบบ E-tax เข้ากับระบบPOS ของทางบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ระบบคืนภาษีดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงระบบจัดการภาษีธรรมดา เป็นการร่วมพัฒนาสร้างสรรค์ให้เป็นระบบคืนภาษีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ ลดขั้นตอนยุ่งยากในการดำเนินงาน พร้อมเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจให้ดูทันสมัยและเป็นมืออาชีพ ผ่าน Software โดยสามารถเชื่อมต่อกับ POS System ซึ่งข้อมูลยอดขายและภาษีจะถูกดึงจากระบบได้โดยตรง สร้างแบบฟอร์มคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว (e-P.P.10) ได้ทันที ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นไปตามระเบียบของกรมสรรพากร 100% ความปลอดภัยของข้อมูลมาตรฐานสากล มั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวและข้อมูลการขายของร้านค้าจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยสูงสุดตามกฎหมาย PDPA

ระบบ E-VRT ที่ร่วมกันพัฒนานี้ ทำให้ลดขั้นตอนการทำงานที่เป็นเอกสารกระดาษ Paperless เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษไปสู่ระบบดิจิทัลช่วยลดต้นทุนด้านการพิมพ์ ประหยัดเวลาในการเตรียมเอกสาร การจัดเก็บเอกสาร การจัดส่ง และลดภาระงานด้านเอกสารของบุคลากร ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงานแบบ Manual สามารถดึงข้อมูลยอดซื้อมาใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบ ติดตาม สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย

     

    เมื่อระบบการจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มคืนให้นักท่องเที่ยว (VAT Refund for Tourists) พัฒนาไปอย่างเต็มรูปแบบ ก็จะสามารถขยายเป็นโซลูชันทางธุรกิจเพื่อรองรับการให้บริการแก่หน่วยงานอื่น ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมหรือเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีขององค์กรในอนาคต ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว ยกระดับมาตรฐาน ESG ขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ลดการใช้กระดาษ และลด Carbon Footprint ในทุกขั้นตอนการทำงาน เพื่ออนาคตของธุรกิจที่ยั่งยืน

 

นโยบายและระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term)

   

    บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีการปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ทุกรายด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และโปร่งใส โดยยึดมั่นในการปฎิบัติตามเงื่อนไขและสัญญาอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความเชื่อมั้นต่อเจ้าหนี้ของบริษัท ทั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่คู่ค้าอย่างเป็นธรรม บริษัทให้ความสำคัญต่อสภาพคล่องและการบริหารจัดการวงจรเงินสดเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยบริษัทมีนโยบายเพื่อกำหนดระยะเวลา Credit Term ภายใน 15 – 120 วัน ข้อมูลระยะเวลาการให้ Credit Term ของ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามงบการเงินมีรายละเอียดดังนี้

 

 

     รายการเครดิต 15 วัน มีระยะเวลาชำระที่เกินกำหนด 2 วัน และรายการเครดิต 60 วัน มีระยะเวลาชำระที่เกินกำหนด 1 วัน เนื่องจากวันครบกำหนดชำระตรงกับช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่งผลให้การดำเนินการชำระเงินเลื่อนออกไปจากวันที่กำหนดเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาดังกล่าวยังอยู่ในช่วงที่คู่ค้าสามารถยอมรับได้ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขทางการค้าหรือความสัมพันธ์ในการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน 

นโยบายและแนวปฏิบัติการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ฉบับวันที่ 14/5/2025
ดาวน์โหลด